ความรู้ทั่วไปเรื่อง เธขเธฒ

ฝ่ายเภสัชกรรม     สถานพยาบาล มก.

โทร. 0-2579-0030 ต่อ 116,117

 

ยาคืออะไร ?

                ยาเป็นปัจจัยพื้นฐานอย่างหนึ่งสำหรับมนุษย์ โดยใช้บรรเทาความเจ็บป่วย บำบัดรักษา หรือตรวจวินิจฉัยโรคซึ่งอาจจะได้มาจากการสังเคราะห์หรือจากแหล่งธรรมชาติก็ได้ ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับยาจะมีส่วนช่วยให้การใช้ยาเป็นไปอย่างปลอดภัย

ยามีผลต่อร่างกายมนุษย์อย่างไรบ้าง?

                เมื่อเราใช้ยา จะมีการดูดซึมยาเข้าสู่ระบบเลือดเพื่อนำยากระจายไปสู่เนื้อเยื่อส่วนต่างๆของร่างกายมากบ้างน้อยบ้างขึ้นกับระบบเลือดไปเลี้ยงอวัยวะนั้นมากน้อยแค่ไหน และเนื้อเยื่อเหล่านั้นยอมรับยาได้มากน้อยเพียงใด  หลังจากนั้นยาจะถูกเปลี่ยนแปลง และถูกขับถ่ายออกจากร่างกาย  โดยกระบวนการเหล่านี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่องจนกระทั่งยานั้นหมดไปจากร่างกาย ซึ่งอาจจะเร็วหรือช้า ขึ้นกับคุณสมบัติของยาและสภาพของร่างกาย ซึ่งปัจจัยนี้เองทำให้ผลของยาแตกต่างกันในแต่ละบุคคล

 

วิธีการใช้ยาทั่วไปมีกี่แบบและมีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร?
                ในการรักษาโรคด้วยยาสามารถใช้ยาได้หลายวิธี โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ความรุนแรงของโรค ความร่วมมือจากผู้ป่วย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลรักษาสูงสุด วิธีที่ใช้อยู่ทั่วไปได้แก่

                การให้ยาทางปาก เป็นวิธีที่ใช้กันบ่อยที่สุด ข้อดีของวิธีนี้คือความสะดวก ราคายารับประทานมักถูกกว่ารูปแบบอื่น ขั้นตอนการใช้ไม่ยุ่งยากและใช้ได้กับยาส่วนใหญ่ ข้อเสียของวิธีนี้คือยาจะต้องผ่านทางเดินอาหารและดูดซึมผ่านผนังกระเพาะและลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด จึงออกฤทธิ์ได้ช้าและปริมาณยาที่เข้าสู่กระแสเลือดอาจแปรผันแตกต่างตามสภาพการดูดซึม โดยทั่วไปยาน้ำมักถูกดูดซึมได้เร็วกว่ายาเม็ดหรือยาแคปซูล ถ้าไม่มีข้อจำกัดใดๆ ควรรับประทานยาในขณะที่ท้องว่าง ได้แก่ก่อนอาหารประมาณครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงหรือหลังอาหารประมาณสองถึงสามชั่วโมง ตัวอย่างยาที่จำเป็น ต้องรับประทานเช่นนี้ได้แก่ ยาที่ถูกทำลายโดยกรดในกระเพาะอาหาร เช่นยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนนิซิลลิน  อย่างไรก็ดียาบางอย่างมีฤทธิ์ระคายเคืองทางเดินอาหารหรือกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน เช่น ยาแก้ปวดแอสไพริน ยาแก้อักเสบของกล้ามเนื้อ-ไขข้อ-กระดูก ก็จำเป็นต้องเลี่ยงไปรับประทานหลังอาหารทันที ดังนั้นการรับประทานยาควรจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรอย่างเคร่งครัด

                การให้ยาด้วยการฉีด ได้แก่การฉีดเข้าหลอดเลือด การฉีดเข้ากล้ามเนื้อ การฉีดเข้าใต้ผิวหนัง  ข้อดีของวิธีนี้คือยาจะเข้าสู่กระแสเลือดกระจายไปยังบริเวณที่เกิดโรคและเห็นผลยาได้เร็ว วิธีเหล่านี้จึงเหมาะสำหรับใช้เพื่อการรักษาที่ต้องการเห็นผลอย่างฉับพลัน ข้อเสียของวิธีนี้คือไม่สะดวกเพราะต้องอาศัยทักษะในการให้ยาจึงต้องกระทำโดยแพทย์หรือพยาบาล การให้ยามักทำให้เจ็บปวด ราคายาค่อนข้างแพง มีโอกาสเสี่ยงต่ออันตรายจากการแพ้ยาสูง ดังนั้นการให้ยาด้วยการฉีดจึงมักจะใช้ต่อเมื่อมีความจำเป็น

                การให้ยาเฉพาะที่ หมายถึงการให้ยาที่ต้องการให้ออกฤทธิ์ เธ“ จุดที่มีการเกิดโรคเท่านั้น เช่นการหยอดยา การทายา เป็นต้น ข้อดีของวิธีนี้คือยาจะมีผลเฉพาะบริเวณที่ให้ยาเท่านั้นและมีการดูดซึมเข้ากระแสเลือดน้อยจึงไม่ค่อยมีผลอื่นต่อระบบในร่างกาย ข้อเสียคือใช้ได้ดีกับโรคที่เกิดบริเวณพื้นผิวร่างกายเท่านั้นและอาจเกิดความเลอะเน€เธ—เธญเธฐ ฤทธิ์ของยาอยู่ไม่ได้นาน

                การให้ยาวิธีอื่นๆ เช่น การอมใต้ลิ้น การดมยา เป็นต้น ซึ่งแต่ละวิธีจะมีจุดมุ่งหมายพิเศษ เช่น การอมใต้ลิ้นใช้กับยาที่ต้องการเห็นผลรวดเร็วและลดการทำลายฤทธิ์ยาโดยตับ การดมยาเป็นวิธีที่แพทย์ใช้ให้ยาสลบแก่ผู้ป่วยเพื่อการผ่าตัด การใช้ยาเหล่านี้ผู้ใช้ยาจะต้องมีทักษะพอสมควร

ผลเสียจากการใช้ยามีอะไรบ้าง?
                แม้วัตถุประสงค์หลักของการใช้ยาคือ ผลรักษา ก็ตาม แต่จะมีผลอื่นๆ เกิดขึ้นร่วมด้วยมากน้อยแล้วแต่คุณสมบัติของยาและสภาพของผู้ใช้ยา ได้แก่

                ผลข้างเคียง เป็นผลของยาที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับผลรักษา และผู้ป่วยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้บางครั้งอาจจะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วย บางครั้งก่อให้เกิดความรำคาญหรือผลเสียต่อผู้ป่วย เช่นผลข้างเคียงของยาแก้แพ้ส่วนใหญ่คืออาการง่วงนอน ปากแห้ง คอแห้ง อาการง่วงนอนนั้นอาจทำให้เกิดปัญหาในการเรียน การขับรถในตอนกลางวัน แต่อาจทำให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ง่ายในตอนกลางคืน

                ผลไม่พึงประสงค เป็นผลที่เกิดขึ้นจากการใช้ยาและมีผลเสียต่อผู้ป่วย เช่น การใช้ยาระงับปวด-ต้านอักเสบทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร เป็นต้น

                ผลพิษ เป็นผลไม่พึงประสงค์ที่สำคัญอย่างหนึ่งซึ่งอาจจะเกิดจากการใช้ยาเกินขนาด หรือผลของยาโดยตรงก็ได้ เช่น ยาแก้ปวดพาราเซตามอลหากรับประทานมากเกินไปหรือติดต่อกันนานเกินไปอาจทำให้เกิดพิษทำลายตับได้ ยาหลายชนิดทำให้เกิดผลพิษได้ในขนาดที่ใช้ปกติเช่น ยาปฏิชีวนะบางกลุ่มทำให้เกิดพิษต่อไต เป็นต้น ในกรณีการใช้ยาเหล่านี้แพทย์หรือเภสัชกรจะต้องชี้แจงและเตือนให้ผู้ใช้ยาเฝ้าระวังอาการอันส่อถึงผลพิษดังกล่าวเสมอ

                การแพ้ยา เป็นผลไม่พึงประสงค์ของยาที่เกิดน้อยครั้งและคาดคะเนได้ยาก การแพ้ยานั้นเกิดจากระบบภูมิต้านทานของร่างกายมีปฏิกริยาโต้ตอบต่อยามากเกินไป  ผู้ป่วยแต่ละคนจะมีโอกาสแพ้ยาได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทางเคมีของยาที่ใช้นั้นและสถานภาพภูมิต้านทานของผู้ใช้ยา ดังนั้นจึงคาดคะเนได้ยากว่าใครจะแพ้ยาอะไร แต่โดยทั่วไปยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด-ต้านอักเสบ ยาต้านมะเร็ง มีโอกาสทำให้แพ้ได้มากกว่ายาในกลุ่มอื่นๆ การแพ้ยาอาจมีอาการได้ต่างๆ กัน เช่น เป็นผื่น ปื้นบวม คัน ผิวหนังอักเสบ ลมพิษ หอบหืด เป็นต้น

                การติดยา เป็นผลไม่พึงประสงค์ที่ก่อให้เกิดผลเสียทั้งต่อตัวผู้ใช้ยาและสังคม เกิดจากยาทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงลักษณะการทำงานไปจากเดิม กลายเป็นต้องอาศัยอิทธิพลจากยาในการทำหน้าที่ปกติ

หลักการใช้ยาอย่างปลอดภัยเป็นอย่างไร?
                การใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยเป็นหัวใจของการรักษาโรคด้วยยา ซึ่งต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างผู้ป่วย แพทย์ พยาบาล และเภสัชกร หลักการทั่วไปได้แก่

                ใช้ยาเมื่อจำเป็นและให้ถูกโรค ยาไม่ใช่อาหารที่ต้องรับประทานเป็นประจำ ดังนั้นจะใช้ยาก็ต่อเมื่อเกิดความเจ็บป่วยที่ไม่อาจแก้ไขด้วยวิธีการอื่น ในบางครั้งอาการเจ็บป่วยที่เกิดเป็นไปตามธรรมชาติเพียงชั่วคราวและทุเลาได้เองโดยกลไกของร่างกายก็ไม่จำเป็นต้องด่วนใช้ยา เช่น อาการอ่อนเพลียจากการทำงาน อาการปวดศีรษะจากการใช้สายตามาก

                ใช้ยาให้ถูกขนาดและถูกกำหนดเวลา ถึงแม้จะใช้ยาที่ถูกกับโรคแล้วก็ตามไม่ได้หมายความว่าจะหายจากความเจ็บป่วยได้ทุกกรณี เนื่องจากจะต้องใช้ยาให้ถูกขนาดกับตนเองและด้วยกำหนดเวลาที่เหมาะสมกับโรคที่เป็น มักจะกำหนดเป็นหน่วยของการใช้ยา เช่น เม็ด แคปซูล ช้อนโต๊ะ ช้อนชา เป็นต้น ซึ่งโดยทั่วไปใช้สำหรับผู้ใหญ่ในเกณฑ์มาตรฐาน ดังนั้นถ้าหากผู้ป่วยแตกต่างไปจากเกณฑ์มาตรฐาน เช่นเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ ผอมหรืออ้วน มีโรคเกี่ยวกับตับหรือไต อาจต้องปรับขนาดยาที่ใช้ให้เหมาะสมแต่ละรายโดยเฉพาะ สำหรับกำหนดเวลาการใช้ยาโดยเฉพาะยารับประทานมักจะสอดคล้อกับกิจวัตรประจำวัน เช่น มื้ออาหาร เวลาเช้า-เย็น ก่อนนอนหรือกำหนดเป็นช่วงเวลาคงที่ เช่น ทุก 6 เธซเธฃเธทเธญ 8 ชั่วโมง เพื่อให้สะดวกในการจดจำ การใช้ยาเพื่อรักษาตามอาการของโรคมักจะใช้ยาเฉพาะเมื่อมีอาการเท่านั้น  ต่างกับยาซึ่งรักษาที่ต้นเหตุของโรคมักต้องใช้ประจำต่อเนื่องจนกว่าต้นเหตุโรคจะหมดไป เช่น ยารักษาโรคติดเชื้อ ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยารักษาเบาหวานเป็นต้น ในกรณีนี้จึงต้องใช้ยาติดต่อกันจนครบกำหนดเวลาที่แพทย์สั่ง การเลิกใช้ยาดังกล่าวก่อนกำหนดอาจทำให้โรคไม่หายขาดหรือกลับลุกลามรุนแรงขึ้น

 


สถานพยาบาล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โทร.(ภายนอก) 0-2579-0030, 0-2940-6630-1 โทร.(ภายใน มก.) 0-2942-8200 ต่อ 1278,1281-2,1138-9
อีเมล์: infirmaryat เว็บ: www.inf.ku.ac.th
Last Update: Wednesday 06.02.2008 11:12