โรคไข้เลือดออก
ที่มา [1]
โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อโดยมียุงลาย Aedes Aegypti ตัวเมียกัด ซึ่งเป็นพาหะนำโรคจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง เมื่อยุงกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก เชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ในตัวยุงจะเริ่มฟักตัวโดยใช้ระยะเวลาฟักตัว ประมาณ 8 – 12 วัน ก็สามารถแพร่เชื้อไวรัสไปสู่คนได้ และเมื่ออีกคนได้รับเชื้อไวรัสเดงกีจะใช้เวลาประมาณ 3 – 14 วัน (เฉลี่ย 4 – 7 วัน) ก็จะแสดงอาการของโรค ซึ่งบางรายอาจจะไม่แสดงอาการแต่สามารถแพร่เชื้อได้
ไวรัสเดงกีมี 4 สายพันธุ์ ได้แก่ DENV – 1, DENV – 2, DENV – 3 และ DENV – 4 โดยผู้ที่เคยติดเชื้อแล้วจะมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์ที่เคยได้รับไปตลอดชีวิต และจะมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์อื่น ในระยะสั้น ประมาณ 3 – 12 เดือน โรคไข้เลือดออกนี้จะระบาดมากในฤดูฝน แต่ปัจจุบันพบได้ตลอดทั้งปี [2,4,5]
อาการ
ระยะที่ 1 จะมีไข้ (2-7 วัน) ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเฉียบพลันเกิน 38.5 องศาเซลเซียส เกือบตลอดเวลา เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง มักมีหน้าแดง และอาจมีผื่นหรือจุดเลือดออกตามลำตัว แขน ขา
ระยะที่ 2 ระยะช็อค (Dengue shock syndrome; DSS) พบเกล็ดเลือดต่ำและมีการรั่วของพลาสมาระยะนี้ไข้จะเริ่มลดลง ผู้ป่วยจะซึม เหงื่อออก มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวณใต้ชายโครงขวา ปัสสาวะออกน้อย อาจมีเลือดออกง่าย เช่น มีเลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำ ในรายที่รุนแรง จะมีความดันโลหิตต่ำ ช็อค และอาจถึงตายได้ ระยะนี้กินเวลา 24-48 ชั่วโมง ซึ่งผู้ป่วยแต่ละรายไม่จำเป็นต้องเป็นรุนแรงและเข้าสู่ภาวะช็อคทุกราย
ระยะที่ 3 ระยะฟื้นตัว อาการต่างๆจะเริ่มดีขึ้น ในผู้ป่วยไข้เลือดออกที่อาการไม่รุนแรง เมื่อไข้ลดก็จะมีอาการดีขึ้น รับประทานอาหารได้ เข้าสู่ระยะฟื้นตัว ผู้ป่วยรู้สึกอยากรับประทานอาหาร ความดันโลหิตสูงขึ้น ชีพจรเต้นแรงขึ้นและช้าลง ปัสสาวะมากขึ้น บางรายมีผื่นแดงและมีจุดเลือดออกเล็กๆ ตามลำตัว [2,3,4]
การรักษา
ในปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี การรักษาตามอาการจึงเป็นสิ่งสำคัญ ได้แก่
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ให้ยาลดไข้ได้ในช่วงที่มีไข้สูง เช่นพาราเซตามอลหรือเช็ดตัวเพื่อลดไข้ ห้ามใช้ยาประเภท NSAIDs และ Steroids เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟ่น โดยเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เลือดออกในทางเดินอาหาร เกิดภาวะตับ/ไตวายเฉียบพลันได้
- รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และหลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีสีดำ แดง น้ำตาล เพราะอาจทำให้สับสนกับภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารได้
- ถ้ามีอาการคลื่นไส้อาเจียนให้ยาแก้คลื่นไส้และให้ดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้ครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง
- ให้มาพบแพทย์ทันทีหากมีอาการต่อไปนี้
– ไข้ลดลงแต่อาการไม่ดีขึ้น อ่อนเพลีย ไม่มีแรง กระสับกระส่าย
– ปวดท้องหรืออาเจียนมากกว่า 3 ครั้ง/วัน
– หน้ามืด จะเป็นลม เวียนศีรษะ หรือมือและเท้าเย็น ซึมลง
– ไม่ปัสสาวะนานกว่า 6 ชั่วโมง
– เลือดออกผิดปกติ หอบเหนื่อย ซึมลงไม่ค่อยรู้สึกตัว [2,3]
การป้องกัน
วิธีการป้องกันที่ดีที่สุด คือ การป้องกันการถูกยุงกัด และการป้องกันไม่ให้ยุงเกิด มีวิธีดังนี้
- นอนในมุ้ง หรือใส่เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว หรือ ทากันยุงป้องกันไม่ให้ยุงกัด
- กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงในบ้าน รวมทั้งบริเวณรอบๆ คว่ำภาชนะที่ไม่ใช้ไม่ให้น้ำขัง
- ปิดฝาโอ่งหรือภาชนะอื่นๆให้มิดชิด กำจัดลูกน้ำในภาชนะที่เก็บน้ำไว้ใช้ใส่เกลือหรือน้ำส้มสายชูลงในจานรองขาตู้กับข้าวสัปดาห์ละครั้ง
- ใส่ทรายอะเบต 1% ลงในตุ่มน้ำและภาชนะกักเก็บน้ำในอัตราส่วน 10 กรัมต่อน้ำ 100 ลิตรควรเติมใหม่ทุก 2-3 เดือน น้ำที่ใส่ทรายอะเบตสามารถใช้ดื่มกินได้อย่างปลอดภัย
- จัดเก็บของใช้ภายในบ้าน ไม่ให้มีมุมอับเพื่อป้องกันยุงลายมาเกาะพัก [2,3]
เอกสารอ้างอิง
[1] USDA 2022 แหล่งที่มา: http://www.ars.usda.gov/is/graphics/photos/aug00/k4705-9.htm
[2] กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 2565
แหล่งที่มา: https://ddc.moph.go.th/disease_detail.php?d=44
[3] โรงพยาบาลธนบุรี 2565 แหล่งที่มา: https://www.thonburihospital.com/โรคไข้เลือดออก.html
[4] ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) 2565
แหล่งที่มา: https://www.bangkokpattayahospital.com/th/healthcare-services/internal-medicine-center-th/medicine-articles-th/item/543-dengue-th.html
[5] โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ 2565
แหล่งที่มา: https://www.bumrungrad.com/th/conditions/dengue-hemorrhagic-fever


![[1] USDA 2022 แหล่งที่มา: http://www.ars.usda.gov/is/graphics/photos/aug00/k4705-9.htm](https://inf-dev.ku.ac.th/infku/wp-content/uploads/2022/10/Picture1.jpg)